วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

ข้อมูล

ข้อมูล
ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจต้องอาศัยข้อมูลเป็นหลัก จึงมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการข้อมูลอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลเป็นหัวใจของการดำเนินงานเป็นแหล่งความรู้ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ บริษัทหรือองค์การจึงดำเนินการอย่างจริงจังให้ได้มาซึ่งข้อมูล และปกป้องดูแลข้อมูลของตนเป็นอย่างดี เพราะข้อมูลเป็นสิ่งมีค่ามีราคา การโจรกรรมข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น ดังที่ปรากฎเป็นข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ



รูปที่ 2.1 กระดานอิเล็กทรอนิกส์แสดงราคาหลักทรัพย์

ข้อมูล (data) คือ ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ดังจะเห็นจากกระบวนการการเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองมีการเทคโนโลยีรวบรวมข้อมูล หาวิธีการที่จะให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว และเมื่อสถานการณ์หรือเหตุการณ์บางอย่างผันแปรขึ้น การเตรียมการหรือการแก้สถานการณ์จะดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีaaaaaกรรมวิธีการรวบรวมข้อมูล เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินงาน การรวบรวมข้อมูลที่ดีจะได้ข้อมูลรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ครบถ้วน ดังนั้นผู้ดำเนินการจะต้องให้ความสำคัญที่จุดนี้โดยเฉพาะความรวดเร็ว ความรวดเร็วของการเก็บข้อมูลจึงผูกพันกับเทคโนโลยีซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมต่อกับระบบปลายทางเพื่อรับข้อมูล การใช้โทรสาร การใช้ระบบอ่านข้อมูลอัตโนมัติ เช่น เครื่องกราดตรวจ (scaner) อ่านข้อมูลที่เป็นรหัสแท่ง (barcode)

ข้อมูลสารสนเทศ
จากที่กล่าวมาแล้วว่า ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สถานที่ สิ่งของต่างๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมเอาไว้ และสามารถเรียกเอามาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง ข้อมูลจึงจำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่ดีมีความถูกต้องแม่นยำaaaaaสำหรับ สารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดประสงค์ สารสนเทศ จึงหมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งานให้ทันเวลา และอยู่ในรูปที่ใช้ได้ สารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่น อาจจะมีการกำหนดให้ผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีระบบขั้นตอนการควบคุม กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจaaaaaการจัดเก็บข้อมูลที่ดี จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลให้มีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ และมีรูปแบบเดียวกัน ข้อมูลแต่ละชุดควรมีความหมายและมีความเป็นอิสระในตัวเอง นอกจากนี้ไม่ควรมีการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เก็บข้อมูล



รูปที่ 2.2 แสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลและสารสนเทศ

ตัวอย่างข้อมูลและสารสนเทศ



รูปที่ 2.3 ตัวอย่างระเบียนประวัติของนักเรียน

ข้อความบนระเบียนประวัติของนักเรียนจากรูปที่ 2.3 ทำให้ทราบว่า เพชร แข็งขัน เป็นนักเรียนชาย เกิดวันที่ 12 เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช 2525 ดังนั้นข้อความ เพชร แข็งขัน ขาย และ 12 ม.ค. 2525 ที่อยู่บนระเบียนประวัตินักเรียนจึงเป็นข้อมูล
ถ้ามีการนำข้อมูลเกี่ยวกับปีเกิดของนักเรียนทั้งโรงเรียนจากระเบียนประวัติไปแจกแจงตามปีเกิด ตามรูปที่ 2.4



รูปที่ 2.4 การแจกแจงข้อมูลปีเกิดของนักเรียนทั้งโรงเรียน

จำนวนนักเรียนที่ได้จากการแจกแจงข้อมูลตามปีเกิดจะเป็นสารสนเทศที่เกิดจากการนำข้อมูลไปทำการประมวลผล
ในบางครั้งผลสรุปจากการประมวลผลข้อมูลแบบหนึ่ง อาจนำไปใช้เป็นข้อมูลในการประมวลผลอีกแบบหนึ่งก็ได้ เช่น ในการหาระดับคะแนนเฉลี่ยวิชาต่าง ๆ ของนักเรียนจะต้องเริ่มจากการหาระดับคะแนนของแต่ละวิชาของนักเรียน จากข้อมูลคะแนนของนักเรียนแล้วหาระดับคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน จากข้อมูลข้อมูลที่เป็นระดับคะแนนระดับวิชาซึ่งเป็นสารสนเทศจากการหาระดับคะแนน

คุณสมบัติของข้อมูล
การจัดเก็บข้อมูลจำเป็นต้องมีความพยายามและตั้งใจดำเนินการ หรือกล่าวได้ว่าการได้มาซึ่งข้อมูลที่จะนำมาใช้ประโยชน์ องค์การจำเป็นต้องลงทุน ทั้งในด้านตัวข้อมูล เครื่องจักร และอุปกรณ์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรขึ้นมารองรับระบบ เพื่อให้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการระบบข้อมูลจึงต้องคำนึงถึงปัญหาเหล่านี้ และพยายามมองปัญหาแบบที่เป็นจริง สามารถดำเนินการได้ ให้ประสิทธิผลคุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้นการดำเนินการพเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดี ข้อมูลจะต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1) ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้จะทำให้เกิดผลเสียอย่างมาก ผู้ใช้จะไม่กล้าอ้างอิงหรือนำเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความแม่นยำ และอาจมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบต้องคำนึงถึงกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด โดยปกติความผิดพลาดของสารสนเทศส่วนใหญ่ มาจากข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้องซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก คนหรือเครื่องจักร การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้
2) ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกค้น และรายงานตามความต้องการของผู้ใช้
3) ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฎิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม
4) ความชัดเจนและกะทัดรัด การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากจะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากจึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัดสื่อความหมายได้ มีการใช้รหัสหรือย่นย่อข้อมูลให้เหมาะสมเพื่อที่จะจัดเก็บเข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์
5) ความสอดคล้อง ความต้องการเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นจึงต้องมีการสำรวจเพื่อหาความต้องการของหน่วยงานและองค์กการ ดูสภาพการใช้ข้อมูล ความลึกหรือความกว้างของขอบเขตของข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการ

การทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
ผู้ดูแการทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศ และการดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน
2.4.1 การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล ควรประกอบด้วย
1) การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก และต้องเก็บให้ได้อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยในการจัดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอดำในตำแหน่งต่าง ๆ เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเช่นกัน
2) การตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบที่ผิดพลาดต้องแก้ไข การตรวจสอบข้อมูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูลสองคนป้อนข้อมูลชุดเดียวกันเข้าคอมพิวเตอร์แล้วเปรียบเทียบกัน
2.4.2 การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศ อาจประกอบด้วยกิจกรรมดังต่อไปนี้
1) การจัดแบ่งกลุ่มข้อมูล ข้อมูลที่เก็บจะต้องมีการแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อเตรียมไว้สำหรับการใช้งาน การแบ่งแยกกลุ่มมีวิธีการที่ชัดเจน เช่น ข้อมูลในโรงเรียนมีการแบ่งเป็นแฟ้มประวัตินักเรียน และแฟ้มลงทะเบียน สมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองมีการแบ่งหมวดสินค้าและบริการ เพื่อความสะดวกในการค้นหา
2) การจัดเรียงข้อมูล เมื่อจัดแบ่งกลุ่มเป็นแฟ้มแล้ว ควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลำดับ ตัวเลข หรือตัวอักษร เพื่อให้เรียกใช้งานได้ง่ายประหยัดเวลา ตัวอย่างการจัดเรียงข้อมูล เช่น การจัดเรียงบัตรข้อมูลผู้แต่งหนนังสือในตู้บัตรรายการของห้องสมุดตามลำดังตัวอักษร การจัดเรียงชื่อคนในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ ทำให้ค้นหาได้ง่าย
3) การสรุปผล บางครั้งข้อมูลที่จัดเก็บมีเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการสรุปผลหรือสร้างรายงานย่อ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลที่สรุปได้นี้อาจสื่อความหมายได้ดีกว่า เช่น สถิติจำนวนนักเรียนแยกตามชั้นเรียนแต่ละชั้น
4) การคำนวณ ข้อมูลที่เก็บมีเป็นจำนวนมาก ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลตัวเลขที่สามารถนำไปคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์บางอย่างได้ ดังนั้นการสร้างสารสนเทศจากข้อมูลจึงอาศัยการคำนวณข้อมูลที่เก็บไว้ด้วย


รูปที่ 2.5 ตัวอย่างการจัดเรียงชื่อคนในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์

2.4.3 การดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน ประกอบด้วย
1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
2) การค้นหาข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์ที่จะเรียกใช้งานได้ต่อไป การค้นหาข้อมูลจะต้องค้นได้ถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว จึงมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วยในการทำงาน ทำให้การเรียกค้นกระทำได้ทันเวลา
3) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อที่จะนำข้อมูลเก็บรักษาไว้ หรือนำไปแจกจ่ายในภายหลัง จึงควรจัดเก็บข้อมูลให้ง่ายต่อการทำสำเนา หรือนำไปใช้อีกครั้งได้โดยง่าย
4) การสื่อสาร ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา

ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงานให้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่งรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ระบบข้อมูลขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางการดำเนินการให้ได้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะเริ่มจากการวิเคราะห์ความต้องการ การวิเคราะห์นี้จะได้จาการสอบถามความต้องการ ซึ่งจะทำให้ทราบว่าควรจะจัดโครงสร้างข้อมูลนั้นไว้ในระบบหรือไม่ ถ้าจัดเก็บจะประกอบด้วยข้อมูลอะไร มีรายละเอียดอะไร ตอบสนองการใช้งานได้อย่างไร คำถามที่ใช้ในการสำรวจอาจประกอบด้วย
1. ข้อมูลอะไรบ้างที่ใช้อยู่ขณะนี้ เช่น แบบฟอร์ม รายงานหรือเอกสาร ฯลฯ ดูโครงสร้างเอกสาร หรือข่าวสารตลอดจนการไหลเวียนของเอกสาร
2. ข้อมูลอะไรที่จะจัดทำขึ้นได้ในขณะนี้ ซึ่งได้แก่ ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว หรือสามารถจัดเก็บได้
3. ข้อมูลอะไรที่ควรจะมีใช้เพิ่ม เพื่อให้ได้ระบบ และเป็นคำตอบที่จะตอบสนองผู้ใช้ในระดับต่าง ๆ ได้
4. ข้อมูลอะไรที่หน่วยงานหรือส่วนต่าง ๆ ขององค์การต้องการ โดยดูจากคำถามที่หน่วยงานต่าง ๆ ถามมา
5. ข้อมูลมีความถี่ของการใช้และมีปริมาณเท่าไร ควรมีการตรวจสอบ
6. รูปแบบของการประมวลผล ควรมีการประมวลผลอะไร ให้ได้ผลลัพธ์อย่างไร
7. ใครรับผิดของข้อมูล ข้อมูลบางตัวจำเป็นต้องมีผู้ดูแล


เทคโนโลยีสารสนเทศ


เทคโนโลยีสารสนเทศ
บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา
พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนินบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา



รูปแสดงการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม


นักเรียนลองจินตนาการดูว่า นักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้างจากตัวอย่างต่อไปนี้ เมื่อตื่นนอนนักเรียนอาจได้ยินเสียงจากวิทยุ ซึ่งกระจายเสียงข่าวสารหรือเพลงไปทั่ว นักเรียนใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อน ดูรายการทีวี วีดีโอเมื่อมาโรงเรียนเดินทางผ่านถนนที่มีระบบไฟสัญญาณที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ถ้าไปศูนย์การค้า ขึ้นลิฟต์ ขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ที่บ้านนักเรียน นักเรียนอาจอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศที่ควบคุมอุณหภูมิโดยอัตโนมัติ คุณแม่ทำอาหารด้วยเตาอบซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า จะเห็นว่าชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอันมาก อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบในการทำงาน


รูปแสดงเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน


ในอดีตยุคที่มนุษย์ยังเร่ร่อน มีอาชีพเกษตรกรรม ล่าสัตว์ ต่อมามีการรวมตัวกันสร้างเมือง และสังคมเมืองทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิต การผลิตทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก สังคมจึงเป็นสังคมเมืองที่มีอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หลังจากปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ระบบสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ก้าวหน้ามาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมสารสนเทศ ชีวิตความเป็นอยู่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก การสื่อสารโทรคมนาคมกระจายทั่วถึง ทำให้ข่าวสารแพร่กระจ่ายไปอย่างรวดเร็ว สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมไร้พรมแดนเพราะเรื่องราวของประเทศหนึ่งสามารถกระจายแพร่ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นิยามเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
คำว่าเทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ และหาทางนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นค้าที่มีความหมายกว้างไกล เป็นคำที่เราได้พบเห็นและได้ยินอยู่ตลอดมา ลองนึกดูว่าทรายที่เราเห็นอยู่บนพื้นดิน ตามชายหาด ชายทะเลเป็นสารประกอบของซิลิกอน ทรายเหล่านั้นมีราคาต่ำและเรามองข้ามไป ครั้งมีบางคนที่เรียนรู้วิธีการแยกสกัดเอาสารซิลิกอนให้บริสุทธิ์ และเจือสารบางอย่างให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสารกึ่งตัวนำ นำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์ และไอซี (Integrated Circuit : IC) ไอซีนี้เป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน ใช้เป็นชิพซึ่งเป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ สารซิลิกอนดังกล่าวเมื่อผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีแล้วจะมีราคาสูงสามารถนำมาขายได้เงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะเรานำเอาวัตถุดิบมาผ่านเทคนิคการดำเนินการ จะได้วัตถุสำเร็จรูป สินค้าเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบนั้นมาก ประเทศใดมีเทคโนโลยีมากมักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีจึงเป็นหาทางที่จะช่วยในการพัฒนาให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานด้านต่าง ๆ ส่วนคำว่าสารสนเทศ หมายถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และวิชาการ ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไม่ได้ แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ชัดความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลรอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ


รูปแสดงสื่อที่ช่วยในการรับส่งข้อมูล


ภายในสมองมนุษย์ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลไว้มากมายจะมีข้อจำกัดในการจัดเก็บ การเรียกใช้ การประมวลผล และการคิดคำนวณ ดังนั้นจึงมีผู้พยายามสร้างเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศ เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำได้มาก สามารถให้ข้อมูลได้แม่นยำและถูกต้องเมื่อมีการเรียกค้นหา ทำงานได้ตลอดวันไม่เหน็ดเหนื่อย และยังส่งข้อมูลไปได้ไกลและรวดเร็วมาก เครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสารสนเทศนั้นมีมากมายตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง ระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ ทำให้เกิดงานบริการที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การฝากถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM) การจองตั๋วดูภาพยนตร์ การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียน เมื่อรวมคำว่าเทคโนโลยีกับสารสนเทศเข้าด้วยกัน จึงหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความหมายที่กว้างขวางมาก นักเรียนจะได้พบกับสิ่งรอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับการใช้สารสนเทศอยู่มาก ดังนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ นักเรียนอาจเห็นพนักงานการไฟฟ้าไปที่บ้านพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ในการสอบแข่งขันที่มีผู้สอบจำนวนมาก ก็มีการใช้ดินสอระบายตามช่องที่เลือกตอบ เพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เมื่อไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าก็มีการใช้รหัสแท่ง (bar code) พนักงานจะนำสินค้าผ่านการตรวจของเครื่องเพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่บรรจุในรหัสแท่ง เมื่อไปที่ห้องสมุดก็พบว่าหนังสือมีรหัสแท่งเช่นเดียวกันการใช้รหัสแท่งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรวบรวมwbr>wb การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี หรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมุลที่จัดเก็บนั้น


รูปแสดง การประมวลผลให้ออกมาในรูปเอกสาร


การแสดงผลลัพธ์ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นวีดิทัศน์ เป็นต้น


รูปแสดง การแสดงผลลัพท์ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์


การทำสำเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การทำสำเนาจะทำได้ง่าย และทำได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นอุปกรณ์ช่วยในการทำสำเนา จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เรามีเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จานบันทึก ซีดีรอม ซึ่งสามารถทำสำเนาได้เป็นจำนวนมาก การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมาก ๆ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุไมโครเวฟ ดาวเทียม เป็นต้น ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยพื้นฐานของเทคโนโลยีย่อมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ของสังคมสมัยใหม่อยู่มาก ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินการและการตัดสินใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมุลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บ้านได้ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใข้ในองค์การประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จาก การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ตารางคำนวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เป็นต้น ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดังนี้ การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่ใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่าโทรมาตร เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป

บุคลากร(Peopleware)

บุคลากร(Peopleware) หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้
1. ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน
2. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้
4. ผู้ใช้ (User) คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ
เนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

Hardware และ Software

Hardware และ Software
ฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์ที่จะนำมาประกอบกันเป็น HTPC กันบ้าง โดยฮาร์ดแวร์ที่ใช้กับ HTPC นั้นถ้าจะบอกกันตรงๆ มันก็คืออุปกรณ์ที่ประกอบกันเป็น PC เครื่องหนึ่งดีๆ นี่เอง เพียงแต่ว่าอาจจะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยบางอย่างเท่านั้นที่ควรจะพิจารณา

ซีพียูซีพียูถือว่าเป็นปัจจัยหลักของการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีซีพียูออกมาให้เลือกหลายระดับหลายราคาตามจุดประสงค์ของการใช้งาน…ทั้งนี้สำหรับงาน HTPC แล้วนั้นไม่มีความจำเป็นสักเท่าใดนักที่จะต้องใช้งานซีพียูความเร็วสูงๆ เพราะด้วยซอฟแวร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนั้น สามารถลดภาระงานให้ซีพียูมากขึ้น อีกทั้งระดับประสิทธิภาพซีพียูในปัจจุบันก็ไม่ใช่ย่อยๆ เสียด้วยครับ เพราะแม้ระดับราคามันจะไม่กี่พันบาท แต่ความของมั้นนั้นไม่แพ้ซีพียูระดับ Hi-End เลยจะขาดก็แต่เพียงว่าถ้าประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ๆ อาจจะช้าไปบ้างเท่านั้นเอง (ซึ่งในงาน HTPC นั้นแทบจะไม่ต้องประมวลผลอะไร Over ขนาดนั้น

ซีพียู AMD มีดีที่เทคโนโลยีการลดความร้อนแบบใหม่ แถมราคาต่อประสิทธิภาพก็คุ้มค่ามาก
และสำหรับซีพียูที่จะแนะนำในการทำ HTPC ในยุคนี้ ถ้าท่านเน้นเอาถูกมากๆ เราขอแนะนำ AMD Sempron Socket AM2 ความเร็ว 3000+ เป็นอย่างต่ำครับ (หรือ Intel PentiumD 820 2.8GHz Socket 775) ทั้งนี้เพราะด้วยระดับราคาเมื่อเทียบกับลักษณะของงาน (ดูหนัง,ฟังเพลง,เล่นเน็ตฯ) แล้วคุ้มมากครับ (ราคา ณ. วันที่ทำบทความราคาประมาณ 1,8xx บาท สำหรับ AMD และ 3,6xx บาท สำหรับ Intel) ซึ่งนอกจากซีพียูจะถูกแล้วอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับมันไม่ว่าจะเมนบอร์ด, แรมก็ราคาถูกอีกด้วย แต่ถ้าท่านมีงบสูงขึ้นมาอีกนิดและอยากเล่นเกมกับเจ้า HTPC นี้ด้วย เราขอแนะนำซีพียูอีกระดับหนึ่งที่แรงขึ้นมาอีกนิดนั่นคือ AMD Athlon X2 3600+ Socket AM2 ซึ่งเป็นซีพียูแบบ Dual Core ที่ราคาคุ้มมากในปัจจุบัน (ประมาณ 4,5xx บาท) หรือถ้าท่านชอบ Intel ละก็ต้องตัวนี้ครับ Intel Core2 Duo E4300 Socket 775 ราคาอาจจะแพงไปนิด แต่รับรองครับว่ารองรับกับงานแทบทุกอย่างในปัจจุบัน

เมนบอร์ดเมื่อได้ซีพียูที่ชอบแล้วก็มาดูกันต่อที่เมนบอร์ด ซึ่งเมนบอร์ดที่เราจะแนะนำนั้นไม่ต้องเอาแบบหรูสุดกู๋ หรือแรงสุดยอดมากมายนักก็ได้แต่เน้นว่าขอให้มีองค์ประกอบที่เหมาะกับการใช้งานมากกว่า เช่น ควรจะเลือกเมนบอร์ดแบบ Micro ATX ขนาดเล็กเพราะจะได้หาเคสแบบ HTPC ที่ใส่ได้ง่ายกว่า กินไฟน้อย และประหยัดพื้นที่ด้วย อีกทั้งควรจะเลือกแบบที่มีช่องต่อฮาร์ดดิสก์เยอะๆ หน่อย เผื่อนาคตหากมีข้อมมูลมากขึ้นจะได้ซื้อฮาร์ดดิสก์มาต่อพ่วงได้ โดยปัจจุบันนั้นจะเป็นแบบ S-ATA 150 และ S-ATA 300 กันหมดแล้ว แต่จะต่างกันที่บางรุ่นมี 2 พอร์ต บางรุ่นมี 4 พอร์ต ซึ่งที่เหมาะสมควรจะมี 4 พอร์ตขึ้นไป


เมนบอร์ด ASROCK อีกตัวเลือกที่น่าสนใจ
หรือถ้าจะให้คุ้มสุดๆ กับการเลือกซื้อเมนบอร์ด ควรเลือกแบบที่มีการ์จอใส่มาด้วย (VGA on Board) ซึ่งจะช่วยให้เราเซฟงบประมาณค่าการ์ดจอไปได้มาก…แต่เราขออย่างเดียวครับ การ์ดจอออนบอร์ดที่พ่วงมานั้นควรจะมีพอร์ต S-Video, HDMI อย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วย หรือเอาแบบประหยัดสุดก็ขอให้มีพอร์ต DVI มาด้วย
แรมส่วนที่ส่งผลต่อความเร็วในการใช้งานที่ไม่น้อยไปกว่าซีพียูและการ์ดจอก็เจ้าแรมนี่แหละครับ ซึ่งยิ่งมีมากยิ่งดี แต่ทั้งนี้ระบบปฏิบัติการ Windows จะต้องรองรับความจุนั้นๆ ด้วยนะครับ อย่างเช่น Windows XP เป็นต้น ถ้าเราใส่แรมมากกว่า 2 GB จะไม่รู้สึกแล้วครับว่ามันเร็วขึ้นสักเท่าใด แต่ถ้าเราใช้บน Windows Vista แล้วละก็แรม 2 GB นี่เทพไปเลยครับ…เพราะท่านจะรู้สึกได้ทันทีครับว่าเร็วขึ้น ยิ่งถ้าใส่ไป 4 GB เต็มความจุที่เมนบอร์ดจะรับได้ยิ่งจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น

แรม DDR2 - 667 ขนาดความจุ 1GB ยี่ห้อ AENEON
ทั้งนี้หน่วยความจำที่เหมาะสมกับงาน HTPC นั้นไม่ควรจะต่ำกว่า 512 MB (จะ DDR1 หรือ DDR2 ก็ได้ครับไม่ต่างกันจนชัดเจนในการใช้งานระดับนี้) เนื่องจากถ้าท่านใช้งานบน Windows XP หน่วยความจำท่านจะโดนดึงไปแล้วประมาณ 100 - 150 MB ทำให้เหลือพื้นที่ในการนำโปรแกรมไป RUN บนแรมนั้นน้อยลงไป ส่งผลให้การเปิดโปรแกรมใหญ่ๆ นั้นอืดไปมาก (เช่นโปรแกรมเกี่ยวกับงานกราฟิก) หรือถ้าท่านจะใช้งานบน Windows Vista แรม 512 MB นั้นจะหมดลงทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องขึ้นเพราะ Vista ต้องใช้แรมบางส่วนในการจัดการ Service ของมันเอง ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ 300 - 500 MB ขึ้นไปครับ…สำหรับขนาดแรมที่แนะนำในชั่วโมงนี้ต้อง DDR1 หรือ DDR2 ขนาด 1 GB ครับ (512MB x 2 ) ซึ่งถ้าจะให้ดีที่สุดและรองรับกับ Windows Vista ต้องแรม 2 GB จำนวน 2 แผง Dual Channel กันไปเลยการ์ดจอการ์ดจอถือว่าเป็นหัวใจอันดับสองของ HTPC ก็ว่าได้เพราะถ้าคุณอยากจะได้ภาพสวย ภาพเนียน มีความลื่นไหลในการเล่นเกม หรือดูหนังแล้วสีคมเข้ม สมจริง มันขึ้นอยู่กับการ์ดจอทั้งหมดทั้งสิ้นครับ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ด้วยนะครับ เพราะถึงแม้คุณจะมีจอ LCD ใหญ่ๆ แต่หากขาดการ์ดจอดีๆ ที่จะส่งสัญญาณผ่านพอร์ต Digital ต่างๆ แล้วจอ LCD ของท่านอาจจะด้อยค่าไปเลยทีเดียว

Geforce 7300GT ถือว่าคุ้มมากกับค่าตัวแค่ไม่กี่พันบาท แต่สามารถทำงานระดับ HTPC ได้เป็นอย่างดี


ด้านหลังกล่องระบุว่ารองรับ HDTV

สำหรับการเลือกซื้อการ์ดจอสำหรับงาน HTPC นั้นเน้นครับว่าข้างกล่องต้องระบุว่ารองรับ HDTV และ HDCP ด้วย เพราะภาพยนตร์ความละเอียดสูง Hi Def ต่างๆ จะต้องส่งข้อมูลผ่านพอร์ตแปลกๆ ที่หลายๆ ท่านอาจจะไม่เคยเห็น เช่น พอร์ต HDMI เป็นต้น ซึ่งถ้าตัวการ์ดจอระบุว่ามันรองรับ HDTV แล้วละก็ แสดงว่ามันจะมีพอร์ต HDMI มาให้ หรือถ้าไม่มีมาตัวการ์ดจอเองก็จะมีพอร์ต S-Video พร้อมหัวแปลงเป็น Component มาแทนให้

การ์ดแสดงผล Forsa Geforce 7300GT

ส่วนการ์ดจอที่เหมาะแก่การนำมาทำงาน HTPC ในปัจจุบันนั้นควรจะใช้ชิปกราฟิกตั้งแต่ Geforce 6600 หรือ ATi ซีรีย์ X1000 ขึ้นไป (ขนาดหน่วยความจำไม่ต่ำกว่า 128 MB) ทั้งนี้เพราะชิปกราฟิกรุ่นดังกล่าวล้วนแต่รองรับ HDTV และเทคโนโลยี HDCP แล้วทั้งสิ้นครับ (HDCP Ready)
ฮาร์ดดิสก์การเก็บข้อมูลหนังฟอร์ตแมตแปลกๆ อย่าง Hi Def ในบ้านเรานั้นทุกวันนี้ยังเก็บในรูปแบบของไฟล์กันอยู่เพราะในบ้านเรายังไม่มีแผ่นหรืออุปกรณ์ในการอ่านแผ่น Blu-ray, HD-DVD จำหน่ายกัน ฉะนั้นฮาร์ดดิสก์จึงเป็นอุปกร์ประเภทเดียวครับที่เรายังพอเก็บสื่อพวกนี้ได้ หรือถ้าท่านไม่ได้ดูหนังประเภท Hi Def แต่ชอบบันทึกรายการทีวีไว้รับชมละก็ฮาร์ดดิสก์ยิ่งสำคัญครับ เพราะลำพังจะเก็บไว้บนแผ่น DVD-RW อย่างเดียวนั้นก็เก็บได้อย่างมาก 4 - 6 ชั่วโมง เท่านั้นเอง

ฮาร์ดดิสก์ฮิตาชิขนาดความจุ 320 GB

ซึ่งฮาร์ดดิสก์ขนาดที่เหมาะสมกับงานแนวนี้ควรจะมีขนาดใหญ่สักนิดหนึ่งครับ อย่างน้อยๆ ก็ควรจะ 320 GB ขึ้นไป เพราะลำพังหนัง Hi Def เรื่องหนึ่งก็ปาไป 20 - 50 GB เข้าไปแล้วครับ (ถ้าท่านนิยมดูดหนังจาก บิตด้วยละก็ฮาร์ดดิสก์เท่าไหร่ก็ไม่พอ) ส่วนความเร็วรอบนั้นที่นิยมกันก็จะเป็น 7200 RPM ขนาด Buffer 16 MB และควรจะใช้พอร์ตเชื่อมต่อ S-ATA II จะดีมากครับ
DVD-RWจะดูหนังจะฟังเพลงเราก็ล้วนแต่อาศัยสื่อที่เป็น Optical ทั้งนั้นนะครับ ถึงแม้ ณ. วันที่ทำบทความอยู่นี้ไดร์ฟ Blu-ray และ HD-DVD สำหรับ PC จะมีจำหน่ายกันบ้างแล้ว (แต่ยังแพงอยู่) แต่นั้นก็ใช่ว่า DVD มันจะหายไปเสียทันทีทันใดเพราะอย่างไรเสียเวลานี้เราก็ดู DVD เป็นหลักอยู่แล้ว
DVD-RW ยี่ห้อ ASUS บางรุ่นเปลี่ยนมาใช้พอร์ S-ATA แล้ว

ฉะนั้นไดร์ฟที่จะมาเล่นสื่อพวกนี้ก็ยังคงเป็นไดร์ฟ DVD-RW เช่นเดิม ซึ่งการเลือกซื้อไดร์ฟเหล่านี้นั้นก็ไม่มีกฏอะไรตายตัวนักเอาเป็นว่าขอให้รองรับกับแผ่น DVD ให้หลากหลายฟอร์แมตมากที่สุด มีความเร็วในการเขียนไม่ต่ำกว่า 16x (ปัจจุบันพัฒนาไป 18x กันบ้างแล้ว แต่แผ่น 18x หาซื้อยาก)
Sound Cardเมื่อการแสดงผลออกมาดีแล้วการรับฟังก็ต้องเหมาะสมด้วย ซึ่งอันนี้จะเป็นหน้าที่ของ Sound Card หรือส่วนที่ประมวลผลด้านเสียงที่ปัจจุบันเมนบอร์ดแทบทุกยี่ห้อจะรองรับมาตรฐาน 5.1 กันหมดแล้ว ฉะนั้นถ้าท่านไม่ใส่ใจกับการรับฟังมากนัก Sound on Board ก็สามารถตอบสนองกับภาพยนตร์ที่บันทึกมาแบบ 5.1 ได้อย่างสมบูรณ์ครับ แต่หากท่านมีเครื่องเสียงชุดใหญ่ (Home Theater) และใส่ใจกับรายละเอียดของเสียงแล้วละก็ต้องหันมาเพิ่ม Sound Card ดีๆ สักตัวเพิ่มเข้าไปครับ ซึ่งรุ่นที่หลายๆ คนในวงการนักฟังเพลงนิยมกันส่วนมากจะเป็นของ Creative X-FI Platinum ซึ่งนอกจากจะให้เสียงที่สะอาด สมจริงแล้ว มันยังจะมีอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับใช้ปรับแต่งเสียงมาให้ด้านหน้าเคสด้วย หรือถ้าสู้ราคาไม่ไหวท่านอาจจะลดลงมาเล่นตัว Creative X-FI Extrem Music ก็ได้ครับ ซึ่งจะให้รายละเอียดของเสียงที่เหนือกว่า Sound on Bord อยู่มากทีเดียว
Case เคสหรือตัวถังคอมพิวเตอร์ที่จะใส่อุปกรณ์ต่างๆ ลงไป…ถ้าท่านคิดว่าจะใช้งานเป็น PC เสียเป็นส่วนใหญ่ ท่านก็อาจจะใช้เคส Tower ทั่วไปก็ได้ครับ เพราะหาซื้อง่าย ราคาถูก และเอนกประสงค์ด้วย แต่ถ้าตั้งใจว่าจะเอามาทำ HTPC ไว้ดูหนัง ฟังเพลง จริงๆ จังๆ และวางในชั้นวาง TV เลยละก็คงจะต้องเลือกเคสแบบแนวนอนครับ ซึ่งปัจจุบันมีการทำออกมาขายเป็นกิจลักษณะมากขึ้น แต่ระดับราคานั้นอาจจะแพงไปสักเล็กน้อย

เคส Lian-Li มีรูปทรงที่เหมาะสมกับการนำมาทำ HTPC ขนาดใหญ่

และก่อนการเลือกซื้อเคสแนวนอนพวกนี้ท่านต้องดูด้วยนะครับว่าเมนบอร์ดที่เราจะใช้นั้นเป็นแบบ ATX ใหญ่ๆ เลยหรือเป็นแค่ Micro ATX ขนาดเล็ก เพราะเคสที่เป็นแนวนอนนั้นภายในตัวเคสจะค่อนข้างจำกัด ฉะนั้นถ้าเราเลือกเมนบอร์ดขนาดไม่เหมาะสมมาใส่จะทำให้การติดตั้งนั้นมีปัญหาได้



เคสแบบนอนที่นิยมนำมาทำ HTPC ซึ่งในบางรุ่นมีรีโมทแถมมาให้ด้วย

เคสยี่ห้อ Thermaltake
ถัดมาให้ดูเรื่องการระบายอากาศครับ เพราะในการใช้งานจริงๆ นั้นเราต้องเปิดเครื่องติดต่อกันนานหลายชั่วโมง และถ้าไม่มีการระบายอากาศที่ดีจะทำให้ HTPC ของท่านจอฟ้าได้แบบไม่ต้องสงสัยเลย ซึ่งการตรวจดูระบบระบายอากาศนั้นให้สังเกตดูที่ตัวเคสครับว่ามีช่องระบายอากาศเยอะใหม มีพัดลมดูดอากาศเข้า-ออกหรือเปล่า ซึ่งอย่างน้อยๆ ควรมีพัดลมด้านหน้าเคสสักตัวก็ยังดีครับ สุดท้ายให้ดูว่าจำนวนช่องที่ใส่ฮาร์ดดิสก์ภายในเคสนั้นมีมากพอที่คุณต้องการใส่ ฮาร์ดดิสก์จำนวนมากของท่านด้วยหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยๆ ควรจะใส่ได้ 2 ตัว ขึ้นไป Software สำหรับใช้งานร่วมกับ HTPCซอฟแวร์คือสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยกับการใช้งาน HTPC เพราะหากขาดมันไป HTPC ก็เป็นได้เพียงกระป๋องโลหะไร้ค่าเท่านั้นเอง โดยโปรแกรมที่ใช้งานกับ HTPC นั้นส่วนมากแล้วจะโปรแกรมเพื่อความบันเทิงเสียมากกว่าไม่ว่าจะโปรแกรมดูรูปภาพธรรมดาๆ , โปรแกรมฟังเพลง , โปรแกรมดูหนัง ซึ่งโปรแกรมที่ได้รับความนิยมในงานแบบนี้เราสรุปออกมาได้ดังนี้ครับโปรแกรมดูภาพ โปรแกรมพื้นฐานที่สุดที่นิยมใช้กันในงาน HTPC คือการชมรูปภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งในบ้านเราจะนิยมโปรแกรม ACDSee มากที่สุดเพราะมีฟังก์ชันการใช้งานที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะการแสดงผลแบบ Slide หรือจะดูที่ละภาพก็ตาม อีกทั้งเรายังสามารถตัดต่อ ตัดแต่งภาพ เหล่านั้นในโปรแกรมได้ในตัวอีกด้วย (ท่านสามารถสั่งซื้อโปรแกรมนี้ได้ที่ http://www.acdsee.com/) หรือถ้าท่านไม่อยากเสียตังกับโปรแกรมหมูๆ แบบนี้ใน WIndows XP และ Vista ก็มี Software พวกนี้มาให้ครับ นั่นคือโปรแกรม Windows Picture and Fax และ Windows Photo Gallery
ตัวอย่างโปรแกรม ACDSee

โปรแกรมฟังเพลงสำหรับโปรแกรมฟังเพลงที่เป็นยอดนิยมในกลุ่ม HTPC นั้นจะมีอยู่สองสามโปรแกรมครับ นั่นคือ WinAMP , Windows Media Player และ ITunes ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้รองรับไฟล์แทบทุกฟอร์แมตอยู่แล้ว จะต่างกันก็เพียงลูกเล่นเสียมากกว่า ซึ่งถ้าถามว่าใครเสียงดีกว่ากันนั้น อันนี้คงจะวัดกันลำบากครับ เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ในการสังเคราะห์เสียงอยู่ดี (Sound Card ดีเสียงก็ดีไปด้วยตัวซอฟแวร์เป็นแค่ตัวเสริม)
โปรแกรม Windows Media Player ครบเรื่องบันเทิง

โปรแกรมดูหนังสุดท้ายกับโปรแกรมที่เรียกได้ว่าถ้าขาดไปแล้ว HTPC อาจจะด้อยค่าลงไปเลย คือ โปรแกรมสำหรับดูหนัง ซึ่งมีทั้งแบบ Free Ware และแบบที่ต้องเสียตังซื้อนะครับ โดยถ้าเป็นแบบเสียตังซื้ออาจจะได้อะไรๆ ที่เยอะกว่านิดหน่อย (อำนวยความสะดวกในการใช้งาน) เช่น โปรแกรม PowerDVD และ WinDVD เป็นต้น โดยทั้งสองโปรแกรมนี้ปัจจุบันหันมารองรับภาพยนตร์ Hi Def กันหมดแล้ว
Power DVD เวอร์ชัน 7.3 ขึ้นไปรองรับ HD-DVD และ Blu-Ray แล้ว

K-Lite Codec Pack จะใช้หน้าจอของโปรแกรม Media Player Classic ในการแสดงผล

แต่สำหรับท่านที่ไม่อยากเสียตังละก็เราก็มีของดี…แต่อาจจะใช้ยากนีสหนึ่งอย่างเช่นโปรแกรม K-Lite Codec Pack เป็นต้น ที่รองรับหนัง Hi Def เช่นกัน แถมเป็นของฟรีที่มีปลั๊กอิน ให้เลือกใส่เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับโปรแกรมได้อีกด้วยหรือถ้าจะให้ถูกจุใจใส่มากับ Windows ฟรีๆ เลยก็ต้องนี่เลยครับ Windows Media Player และ Windows Media Center ซึ่งมันทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรือจะฟังวิทยุออนไลน์ก็ยังได้

โปรแกรม Windows Media Center เหมาะมากกับการนำมาใช้กับ HTPC

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ (Computer) หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
โดยหลักการแล้ว ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ทำงานตามหน้าที่ 4 ส่วนด้วยกัน คือ
1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
3.) ส่วนแสดงผล (Output Unit)
4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)

1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) เป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากคน และส่งต่อข้อมูลไปยัง หน่วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำการประมวลผลต่อไป รูปแบบการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลจะอยู่ในรูปของการส่งสัญญาณเป็นรหัสดิจิตอล (หรือเป็นเลข 0 กับ 1) นั่นเอง อุปกรณ์ส่วนรับข้อมูล ได้แก่

- คีย์บอร์ด (keyboard)

- เมาส์ (mouse)


- สแกนเนอร์ (scanner)


- อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ (finger scan)
- ไมโครโฟน(microphone)

- กล้องเว็บแคม (webcam)
อุปกรณ์ใน ส่วนรับข้อมูล ยังมีอีกมากมายและสามารถจะยังมีเพิ่มตามขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมาจาก ส่วนรับข้อมูล(Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
3.) หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยแสดงผล (Output Unit) เป็นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่วนประมวลผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และแบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ - แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) และ เครื่องวาด (Plotter)
เครื่องพิมพ์ (Printer)

เครื่องวาด (Plotter)

- แบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำโพง (Speaker)

จอภาพ (monitor)

เครื่องฉายภาพ (LCD Projector)
4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)หน่วยความจำ (Memory Unit) อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำสั่ง เพื่อการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวร - หน่วยความจำชั่วคราว คือ แรม (RAM: Random Access Memory)เป็นหน่วยความจำที่ใช้ขณะคอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูลและชุดคำสั่งจะหายไปทุกครั้งที่เราปิดเครื่อง

RAM

- หน่วยความจำถาวรหรือ หน่วยความจำหลัก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ Hard Disk ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และ รอม (ROM: Read Only Memory) ที่ใช้ในการเก็บค่าไบออส หน่วยความจำถาวรจะใช้ในการเก็บข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์และจะไม่สูญหายเมื่อปิดเครื่อง


Harddisk